วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

ประวัติวันคริสต์มาส ภาษาอังกฤษ พร้อมแปลไทย,Christmas in English with translations Thailand.

ประวัติวันคริสต์มาส ความเป็นมาของการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส ฉบับภาษาอังกฤษแปลไทย เวอร์ชั่นนี้แปลเอาเนื้อหาครับChristmas, ไม่ได้แปลแบบคำต่อคำ แต่ก็ยังคงโครงสร้างไว้เหมือนเดิมครับ
The history of Christmas dates back over 4000 years. Many of our Christmas traditions were celebrated centuries before the Christ child was born. The 12 days of Christmas, the bright fires, the yule log, the giving of gifts, carnivals (parades) with floats, carolers who sing while going from house to house, the holiday feasts, and the church processions can all be traced back to the early Mesopotamians.
ถ้าพูดถึงประวัติวันคริสต์ต้องย้อนวันเวลากลับไปราว 4000 กว่าปีโน้น ซึ่งมีการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส ก่อนพระเยซูน้อยจะกำเนิดเสียอีก ไม่ว่าจะเป็น 12 วันในการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส แสงไฟที่เจิดจ้า การเผ่าท่อนฟืนยูล การมอบของขวัญ งานเฉลิมฉลอง(การเดินพาเหรด)พร้อมขบวนยวดยาน นักร้องที่ร้องรำจากบ้านนี้ไปบ้านโน้น การเฉลิมฉลองในวันหยุด และพิธีแห่ขบวน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในยุคของเมโสโปเตเมียมาก่อนแล้ว
Many of these traditions began with the Mesopotamian celebration of New Years. The Mesopotamians believed in many gods, and as their chief god – Marduk. Each year as winter arrived it was believed that Marduk would do battle with the monsters of chaos. To assist Marduk in his struggle the Mesopotamians held a festival for the New Year. This was Zagmuk, the New Year’s festival that lasted for 12 days.
ประเพณีหลายๆอย่างที่กล่าวมานั้น เกิดมาจากการเฉลิมฉลองปี่ใหม่ของชาวเมโสโปเตเมีย ชาวเมโสโปเตเมียเชื่อในเทพเจ้าหลายองค์ และเทพที่เป็นใหญ่ของพวกเขาคือเทพมาร์ดุค ทุกๆปีเมื่อฤดูหนาวมาเยือน พวกเขาเชื่อว่าเทพมาร์ดุคจะทำสงครามกับปีศาจแห่งความโกลาหล การที่จะช่วยเหลือให้เทพมาร์ดุคสามารถชนะศึกได้นั้น พวกเขาต้องจัดงานเฉลิมฉลองปีใหม่ ซึ่งเทศกาลดังกล่าว ชื่อว่า แสกมุค (Zagmuk) ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองปีใหม่ที่จัดขึ้นเป็นเวลา 12 วันติดต่อกัน
The Mesopotamian king would return to the temple of Marduk and swear his faithfulness to the god. The traditions called for the king to die at the end of the year and to return with Marduk to battle at his side.
พระราชาของโมโสโปเตเมียจะต้องไปที่ปราสาทของเทพมาร์ดุค และสาบานความภักดีต่อหน้าเทพเจ้า ประเพณีนี้พระราชาจะต้องสละชีพตอนสิ้นปี เพื่อที่จะกลับมาพร้อมกับเทพมาร์ดุค และต่อสู้เคียงข้างกัน
To spare their king, the Mesopotamians used the idea of a “mock” king. A criminal was chosen and dressed in royal clothes. He was given all the respect and privileges of a real king. At the end of the celebration the “mock” king was stripped of the royal clothes and slain, sparing the life of the real king.
เพื่อที่จะรักษาชีวิตของพระราชาเอาไว้ ชาวโมโสโปเตเมียนมีแนวคิดในการใช้ พระราชาหลอกๆ (น่าจะเป็นหุ่น) ซึ่งประดับตกแต่งด้วยเครื่องราชเต็มยศ เขาจะได้รับความเคารพ และมีเกียรติเหมือนพระราชาตัวจริงทุกประการ ในตอนท้ายของการเฉลิมฉลอง พระราชาหลอกๆก็จะถูกปลดเครื่องราช และถูกประหารชีวิต ส่วนพระราชาตัวจริงก็จะรอดชีวิตไป
The Persians and the Babylonians celebrated a similar festival called the Sacaea. Part of that celebration included the exchanging of places, the slaves would become the masters and the masters were to obey.
ชาวเปอร์เซียและชาวบาบิโลน มีเทศกาลเฉลิมฉลองคล้ายๆกัน เรียกว่า ซาเกีย (Sacaea) ส่วนหนึ่งของเทศกาลนี้คือ การสลับตำแหน่งกัน โดยทาสรับใช้จะเป็นนาย และเจ้านายจะเป็นผู้รับใช้
Early Europeans believed in evil spirits, witches, ghosts and trolls. As the Winter Solstice approached, with its long cold nights and short days, many people feared the sun would not return. Special rituals and celebrations were held to welcome back the sun.
ชาวยุโรปในยุคแรกๆมีความเชื่อในเรื่อง วิญญาณชั่วราย พอมด ภูตผี และปีศาจ ในวันที่มีช่วงกลางวันสั้นกว่ากลางคืน (Winter Solstice) ซึ่งเป็นวันที่มีค่ำคืนอันยาวนานและกลางวันที่สั้นกว่า หลายๆคนกลัวว่าพระอาทิตย์จะไม่กลับมา ดังนั้นจึงได้มีการประกอบพิธีกรรมเพื่อเฉลิมฉลองต้อนรับการกลับมาของพระอาทิตย์
In Scandinavia during the winter months the sun would disappear for many days. After thirty-five days scouts would be sent to the mountain tops to look for the return of the sun. When the first light was seen the scouts would return with the good news. A great festival would be held, called the Yuletide, and a special feast would be served around a fire burning with the Yule log. Great bonfires would also be lit to celebrate the return of the sun. In some areas people would tie apples to branches of trees to remind themselves that spring and summer would return.
ในเขตสแกนดิเนเวียนั้น ช่วงฤดูหนาวพระอาทิตย์จะหายไปหลายวัน หลังจาก 15 วันผ่านไป หน่วยสอดแนมจะขึ้นไปยังยอดเขาเพื่อรอคอยการกลับมาของพระอาทิตย์ เมื่อมีแสงตะวันปรากฎขึ้นพวกเขาจะกลับลงมาเพื่อบอกข่าวดี และจะมีการเฉลิมฉลองเทศกาลที่ยิ่งใหญ่เรียกว่า ยูลไทล์ และการเลี้ยงฉลองแบบพิเศษจะถูกจัดขึ้นรอบกองไฟโดยใช้ท่อนฟืนยูล มีการจุดคบกองไฟที่ยิ่งใหญ่เพื่อเฉลิมฉลองการกลับมาของพระอาทิตย์ ในบางพื้นที่ผู้คนจะนำผลแอปเปิ้ลไปผูกตามต้นไม้ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่าฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนจะหวนคืนมาอีกครั้ง
The ancient Greeks held a festival similar to that of the Zagmuk/Sacaea festivals to assist their god Kronos who would battle the god Zeus and his Titans.
กรีกโบราณเฉลิมฉลองเทศกาลคล้ายกับ เทศกาลแสกมุคและสาเกีย เพื่อเป็นแรงสนับสนุนให้เทพโครโนสผู้ที่ต่อสู้กับเทพซีอุสและลูกสมุน
The Roman’s celebrated their god Saturn. Their festival was called Saturnalia which began the middle of December and ended January 1st. With cries of “Jo Saturnalia!” the celebration would include masquerades in the streets, big festive meals, visiting friends, and the exchange of good-luck gifts called Strenae (lucky fruits).
ชาวโรมันนั้นทำการเฉลิมฉลองแด่เทพแซทเทิร์น (god Saturn) พวกเขาเรียกเทศกาลนี้ว่า แซทเทิร์นนาเลีย ซึ่งเริ่มต้นช่วงกลางเดือนธันวาคม และสิ้นสุดวันที่ 1 เดือนมกราคม เทศกาลนี้ประกอบไปด้วยการพรางหน้าแล้วเดินไปตามถนนพร้อมตะโกนส่งเสียง ” โจ แซทเทิร์นนาเลีย” การเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่ การไปพบปะเพื่อนๆ และการแลกเปลี่ยนของขวัญที่เรียกว่า สเตรแน (Strenae) (ผลไม้นำโชค)
The Romans decked their halls with garlands of laurel and green trees lit with candles. Again the masters and slaves would exchange places.
ชาวโรมันประดับประดาห้องโถงด้วยพวงมาลัยบนต้นไม้ที่มีใบสีเขียว ทีประดับด้วยไฟเทียน และเป็นอีกครั้งหนึ่งที่นายและทาสต้องสับเปลี่ยนตำแหน่งกัน
“Jo Saturnalia!” was a fun and festive time for the Romans, but the Christians though it an abomination to honor the pagan god. The early Christians wanted to keep the birthday of their Christ child a solemn and religious holiday, not one of cheer and merriment as was the pagan Saturnalia.
“โจ แซทเทิร์นนาเลีย” เป็นการเฉลิมฉลองที่สนุกสนานของชาวโรมัน แต่ชาวคริสเตียนคิดว่าเป็นการเทิดทูนบูชาเทพนอกรีตมากกว่า ชาวคริสเตียนในยุคแรกๆต้องการให้เป็นวันประสูตของพระเยซูน้อยมีความศักดิ์สิทธิ์ และเป็นวันหยุดทางศาสนา ไม่ใช่เทศกาลแห่งความสนุกสนานอย่าง แซทเทิร์นนาเลีย
But as Christianity spread they were alarmed by the continuing celebration of pagan customs and Saturnalia among their converts. At first the Church forbid this kind of celebration. But it was to no avail. Eventually it was decided that the celebration would be tamed and made into a celebration fit for the Christian Son of God.
แต่เมื่อคริสต์ศาสนาแพร่กระจายออกไป ก็ได้มีการตักเตือนผู้ที่เข้ามานับถือศาสนาเกี่ยวกับการจัดงานเฉลิมฉลองนอกรีตเช่นนี้ ตอนแรกคริสตจักรก็ได้มีการประกาศห้ามการเฉลิมฉลองเช่นนี้ แต่ก็ไม่เป็นผล ท้ายที่สุดก็ได้มีการตัดสินว่าการเฉลิมฉลองนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองบุตรชายของพระผู้เป็นเจ้า
Some legends claim that the Christian “Christmas” celebration was invented to compete against the pagan celebrations of December. The 25th was not only sacred to the Romans but also the Persians whose religion Mithraism was one of Christianity’s main rivals at that time. The Church eventually was successful in taking the merriment, lights, and gifts from the Saturanilia festival and bringing them to the celebration of Christmas.
บางตำนานกล่าวว่า พิธีเฉลิมฉลองคริสต์มาสของชาวคริสเตียนก็เพื่อเอาชนะการเฉลิมฉลองนอกรีตที่จัดขึ้นในเดือนธันวาคม วันที่ 25 ธันวาคมไม่ได้เป็นวันศักดิ์สิทธิ์เฉพาะชาวโรมันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชาวเปอร์เซียนศาสนาที่นับถือพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในศาสนาคู่แข่งที่สำคัญของศาสนาคริสต์ แต่ท้ายที่สุดแล้วคริสตจักรก็มาประสบความสำเร็จได้เพราะการรับเอาความสนุกสนาน แสงไฟ และการมอบของขวัญซึ่งเป็นเทศกาลของแซทเทิร์นนาเลียมาใช้เฉลิมฉลองในวันคริสต์มาส
The exact day of the Christ child’s birth has never been pinpointed. Traditions say that it has been celebrated since the year 98 AD. In 137 AD the Bishop of Rome ordered the birthday of the Christ Child celebrated as a solemn feast. In 350 AD another Bishop of Rome, Julius I, choose December 25th as the observance of Christmas.
วันประสูติที่แท้จริงของพระเยซูน้อยนั้นไม่เคยกล่าวถึง แต่มีการกล่าวว่าการเฉลิมฉลองนั้นมีมาตั้งแต่ ค.ศ. 98 ในปี ค.ศ. 137 สังฆราชของโรมมีบัญชาให้การเฉลิมฉลองวันประสูติของเยซูน้อยเป็นพิธีการที่ศักสิทธิ์ ในปี ค.ศ. 350 สังฆราชอีกองค์ของโรม นามว่าจูเลียส1 ได้เลือกวันที่ 25 เป็นวันเฉลิมฉลองคริสต์มาส
In the late 300′s, Christianity became the official religion of the Roman Empire. By 1100, Christmas had become the most important religious festival in Europe, and Saint Nicholas was a symbol of gift giving in many European countries. During the 1400′s and 1500′s, many artists painted scenes of the Nativity, the birth of Jesus. An example of these works appears in the Jesus Christ article in the print version of The World Book Encyclopedia.
ประวัติพระเยซูคริสต์ในปลายปี ค.ศ. 300 คริสตศาสนาได้กลายเป็นศาสนาอย่างเป็นทางการของอาณาจักรโรม ราวปี ค.ศ. 1100 คริสต์มาสได้กลายเป็นเทศกาลทางศาสนาที่สำคัญที่สุดในยุโรป และเซนต์นิโคลัสได้เป็นสัญลักษณ์ของการให้ในหลายประเทศในยุโรป ในช่วงปี ค.ศ. 1400 และ 1500 ศิลปินหลายท่านได้วาดภาพฉากการประสูติของพระเยซูคริสต์ ตัวอย่างของชิ้นงานเหล่านี้ปรากฎในบทความเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ในรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์สารานุกรมของโลก (World Book Encyclopedia)
The popularity of Christmas grew until the Reformation, a religious movement of the 1500′s. This movement gave birth to Protestantism. During the Reformation, many Christians began to consider Christmas a pagan celebration because it included nonreligious customs. During the 1600′s, because of these feelings, Christmas was outlawed in England and in parts of the English colonies in America. The old customs of feasting and decorating, however, soon reappeared and blended with the more Christian aspects of the celebration.

ความนิยมในเทศกาลคริสต์มากเพิ่มขึ้นเรื่อยจนกระทั่งมีการปฏิรูปศาสนา เป็นการเคลื่อนไหวทางศาสนาในปี 1500 เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดนิกายโปรเตสแตนท์ขึ้นมา ในช่วงของการปฏิรูปศาสนานั้น ชาวคริสเตียน หลายๆคนเริ่มพิจารณากันว่า เทศกาลคริสต์มาสเป็นการเฉลิมฉลองนอกรีต เพราะว่ามีการรวมเอาสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนารวมอยู่ด้วย ในช่วงปี ค.ศ. 1600 ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้เทศกาลคริสมาสต์เป็นสิ่งที่ผิดในประเทศอังกฤษและในประเทศอาณานิคมของอังกฤษในอเมริกา อย่างไรก็ตามประเพณีในแบบดั้งเดิมของการเฉลิมฉลองและการประดับประดาตกแต่ง ก็หวนกลับมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นการผสมผสานให้เป็นการเฉลิมฉลองในแง่ของศาสนามากขึ้น
อ้างอิง

ประวัติวันคริสต์มาส

ประวัติวันคริสต์มาส


 วันคริต์มาส
 เป็นเทศกาลประจำปีซึ่งในศาสนาคริสต์ จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการประสูติของพระเยซู
สาเหตุที่เลือกวันดังกล่าวเพราะว่าวันนี้เป็นเวลาเก้าเดือนพอดีหลังจากนางมารีย์รับการประสูติของพระเยซู และอีกสาเหตุตั้งแต่ปี ค.ศ. 274 ชาวโรมันส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่า เป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของสุริยเทพ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูเจ้าแทน หลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนาตั้งแต่ปี ค.ศ. 64 – ค.ศ. 313 จนถึงวันที่ 23 ธันวาคม ปี ค.ศ. 330 ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย

ซานตาคลอส (Santa Claus)


 ซานตาคลอสหรือนักบุญนิโคลัส Saint Nicholas เป็นบุคคลที่สร้างขึ้นมาจากจินตนาการของชาวคริสต์ โดยมีแรงบันดาลใจมาจากเซนต์นิโคลัส ซานตาคลอสในความคิดของคนทั่วไปเป็นชายแก่รูปร่างอ้วนและดูใจดี เขามักใส่เสื้อโคทที่ทำจากขนสัตว์สีแดงสดมีคลิบสีขาวที่เอวคาดเข็มขัดหนังและรองเท้าบูทสีดำ ซานตาคลอสอาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือโดยมีเอลฟ์ ซึ่งเป็นมนุษย์ตัวเล็กที่ช่วยผลิตของเล่นให้เขานำไปแจกเด็กที่เป็นเด็กดีในระหว่างหัวค่ำถึงตลอดคืนของ วันคริสมาสต์ ซานตาคลอสมีพาหนะเป็นกวางเรนเดียร์ซึ่งสามารถบินได้ ในกลางดึกวันคริสต์มาสซานตาคลอสจะแอบเข้าไปในบ้านที่มีเด็กดีทางปล่องไฟ เพื่อนำของขวัญไปใส่ในถุงเท้าที่แขวนรอไว้หน้าเตาผิง

ต้นคริสต์มาส

วันคริสต์มาส
ต้นคริสต์มาส หรือ ต้นสน ในศตวรรษที่ 8 เมื่อเซนต์บอนิเฟส มิชชันนารีชาวอังกฤษที่เดินทางไปประกาศเรื่องพระเจ้าในเยอรมนี ได้ช่วยเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเป็นเครื่องสังเวยบูชาที่ใต้ต้นโอ๊ก โดยเมื่อโค่นต้นโอ๊กทิ้งก็ได้พบต้นสนเล็กๆ ต้นหนึ่งขึ้นอยู่โคนต้นโอ๊ก ท่านจึงขุดให้คนที่ร่วมพิธีกรรมเหล่านั้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต และตั้งชื่อว่า ต้นกุมารพระคริสต์ ต่อมา มาร์ติน ลูเธอร์ ผู้นำคริสตจักรชาวเยอรมัน ตัดต้นสนไปตั้งในบ้านในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.1540 หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19 ต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลก




เพลงคริสต์มาส

เพลงคริสต์มาส เริ่มมีขึ้นในศตวรรษที่ 5 ซึ่งผู้แต่งมีทั้งพระสงฆ์และฆราวาส เนื้อร้องเป็นภาษาละติน ลักษณะของเพลงเป็นแบบสง่าเน้นถึงความหมายของการเสด็จมาของพระเยซูเจ้า
ในศตวรรษที่ 12 ได้มีการแต่งในท่วงทำนองที่ร่าเริงสนุกสนานมากขึ้น เริ่มจากประเทศอิตาลี โดยนักบุญฟรังซิส อัสซีซี และนักบวชคณะฟรังซิสกัน เป็นผู้สนับสนุนให้มี เพลงคริสต์มาสแบบใหม่ เน้นถึงความชื่นชมยินดี ในโอกาส คริสมาสต์ เพลงเหล่านี้มีทั้งที่เป็นภาษาลาติน และภาษาพื้นเมือง
ในปี ค.ศ.1274

ความเป็นมาของวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

ความเป็นมาของวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

            วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติได้เริ่มมีขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2525 โดย มติของคณะรัฐมนตรี ให้มีวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติขึ้นเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ.2525 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็น "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย" วันวิทยาศาสตร์แห่งชาตินี้เป็นเพราะพระองค์ทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2411 ได้อย่างแม่นยำ และต่อมาได้มีการสร้าง "อุทยานวิทยาศาสตร์" ที่ บ้านหว้ากอ ต่อไปมาศึกษาที่มาของวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ  


ที่มาของชื่อ วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

            ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่ออุทยานนี้ว่า "อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์" และได้รับพระบรมราชานุญาติให้จัดสร้าง พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมรูปหล่อประทับนั่งบนพระเก้าอี้ฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารเรือ ชุดเดียวกับวันที่พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมาบ้านหว้ากอ เพื่อเป็นการระลึกถึง วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ
วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ 2556

รัชกาลที่ 4 กับวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

           พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงสนพระทัยวิชาคณิตศาสตร์และวิชาดาราศาสตร์ในตำราโหราศาสตร์ของไทยในที่สุดพระองค์ทรงได้ค้นคิดวิธีการคำนวณปักข์ (ครึ่งเดือนทางจันทรคติ) เพื่อประโยชน์ในการกำหนดวันธรรมสวนะ (วันพระ) ให้ถูกต้องตามการโคจรของดวงจันทร์ที่เรียกว่า "ปฏิทินปักขคณนา" (ปักขคณนาคือวิธีนับปักข์หรือรอบครึ่งเดือนของข้างขึ้นข้างแรม เป็นวิธีนับที่แม่นยำสูง) และทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ใช้ทำปฏิทินจันทรคติพระทุกปี แทนปฏิทินฆราวาส ขณะเดียวกันพระองค์ได้ทรงค้นคิดสูตรสำเร็จในการคำนวณปักข์ออกมาในรูปกระดานไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อจะได้วันพระที่ถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาคำนวณ และมีชื่อเรียกว่า "กระดานปักขคณนา" ซึ่งสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นสาเหตุที่จุดประกายให้พระองค์ทรงเริ่มสนพระทัยในวิชาดาราศาสตร์อย่างจริงจัง และถือเป็นเหตุของที่มาของวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติอีกทางหนึ่ง 
  
 
ปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง

ดาราศาสตร์ไทยและวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

            ในพระราชฐานของพระองค์ ทั้งที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดจะมีหอดูดาว โดยเฉพาะหอชัชวาลเวียงชัย ในบริเวณพระนครคีรีหรือเขาวัง พระราชวังสำหรับแปรพระราชฐาน อยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี ที่มีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์วิชาดาราศาสตร์ของไทย ด้วยมีพระราชประสงค์จะให้เป็นสถานที่สังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ ในการรักษาเวลามาตรฐานของประเทศไทยต่อไป ดังนั้นหอนี้จึงเป็นอนุสรณ์แห่งสัมฤทธิผลในทางวิทยาศาสตร์เรื่องระบบเวลาพระองค์ทรงสถาปนาระบบเวลามาตรฐานขึ้นในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ.2395 โดยสร้างพระที่นั่งภูวดลทัศไนยขึ้นในพระบรมราชวัง ใช้เป็นหอนาฬิกาหลวงบอกเวลามาตรฐานของประเทศไทยสมัยนั้น โดยมีพนักงานตำแหน่งพันทิวาทิตย์ เทียบเวลาตอนกลางวันจากดวงอาทิตย์ และพันพินิตจันทรา เทียบเวลาตอนกลางคืนจากดวงจันทร์ 

  
โครงการทางวิทยาศาสตร์และสื่อการสอนวิทยาศาสตร์ 

ทรงพิสูจน์ผลการคำนวนทางดาราศาสตร์-วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ 

            ต่อมาใน วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ.2411 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค โดยเรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดชจากท่านิเวศวรดิษฐ์ไปยังบ้านหว้ากอ พร้อมด้วยพระราชโอรส พระราชธิดา รวมทั้งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯ (รัชกาลที่ 5) ขณะพระชนมายุ 16 พรรษา กับเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ข้าราชบริพารจำนวนมาก ด้วยทรงตั้งพระปณิธานแน่วแน่ที่จะพิสูจน์ผลการคำนวนของพระองค์ เพื่อทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่ทรงคำนวณพยากรณ์ไว้ล่วงหน้า 2 ปี ว่าจะเกิดในวันอังคาร ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 10 ปีมะโรง สัมฤทธิศก จุลศักราช 1230 
ทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวง-ที่มาของวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ 
            โดยจะเห็นหมดดวงและชัดเจนที่สุด คือ ที่หมู่บ้านหัววาฬ ตำบลหว้ากอ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่บริเวณ เกาะจาน ขึ้นไปถึง ปราณบุรี และลงไปถึง จังหวัดชุมพร จึงโปรดฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ไปสร้างค่ายหลวงและพลับพลาที่ประทับ พร้อมกับเชิญคณะนักดาราศาสตร์จากประเทศฝรั่งเศส และเซอร์แฮรี ออด เจ้าเมืองสิงคโปร์เดินทางมาเข้าเฝ้าฯ และร่วมในการสังเกตการณ์ ซึ่งเมื่อถึงวันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 เหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่พระองค์ทรงพยากรณ์ทุกประการ ไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่วินาทีเดียว 

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า
ที่มาของวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ
          เหตุการณ์ดังกล่าว เซอร์แฮรี ออด ได้ทำการบันทึกเหตุการณ์ไว้ และเมื่อ พ.ศ.2518 หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ได้ทำการแปลเป็นภาษาไทยในงานหว้ากอรำลึก ณ ท้องฟ้าจำลอง กรุงเทพมหานคร ว่า "พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระสำราญมาก เพราะการคำนวณเวลาสุริยุปราคาของพระองค์ ได้พิสูจน์แล้วว่าถูกถ้วนที่สุด ถูกถ้วนยิ่งกว่าที่ชาวยุโรปได้คำนวณไว้" 

            ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงรับเอาศิลปวิทยาการ และความคิดสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการปกครองประเทศ ด้วยเหตุนี้องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) จึงได้ประกาศยกย่องพระเกียรติคุณของพระองค์ให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ด้วยพระราชกรณียกิจและพระเกียรติคุณนานัปการ โดยเฉพาะพระราชกรณียกิจด้านดาราศาสตร์  
สัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ 2554
สัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

สถาปนาวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

          ทั้งนี้ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ มีแนวคิดว่าน่าจะถือเอาวันที่ 18 สิงหาคม เป็น วันวิทยาศาสตร์ ไทย ต่อมาวันที่ 14 เมษายน พ.ศ.2525 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็น "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย"  พร้อมทั้งกำหนดให้วันที่ 18 สิงหาคม เป็น "วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ" และต่อมาได้มีการสร้าง "อุทยานวิทยาศาสตร์" ที่ บ้านหว้ากอ เนื่องในการสถาปนาวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

          ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่ออุทยานนี้ว่า "อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์" และได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้าง พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมรูปหล่อประทับนั่งบนพระเก้าอี้ฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารเรือ ชุดเดียวกับวันที่พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมาบ้านหว้ากอ เพื่อเป็นการระลึกถึงบิดาแห่งวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ 
ดาวหางโดนาติ ( Donati a Comet) เป็นดาวหางที่มีขนาดใหญ่มาก
ดาวหางโดนาติ ( Donati a Comet) เป็นดาวหางที่มีขนาดใหญ่มาก

วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

พระราชกรณียกิจทางด้านดาราศาสตร์ของรัชกาลที่ 8
            เนื่องจากวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัว ทรงโปรดฯ ให้สร้างหอดูดาวบนเขาวัง ในจังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๐๓ พระราชทานนามว่า "หอชัชวาลเวียงชัย" ซึ่งตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ได้เคยทอดพระเนตรดาวหาง 3 ดวงคือ
ดาวหางฟลูกเกอร์กูส วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ
ดาวหางฟลูเกอร์กูส (Flaugergues s Comet) เป็นดาวหางที่มีขนาดใหญ่และมีหาง 2 หาง ปรากฏในรัชสมัย พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อ พ.ศ. 2355 ขณะนั้นเจ้าฟ้ามงกฏมีพระชันษาราว 8 ปี เมื่อทรงเห็นแล้ว คงจะทรงติดตามศึกษาเรื่องดาวหางอยู่เสมอ เพราะว่าก่อนดวงที่ 2 จะมาปรากฏ พระองค์สามารถทรงนิพนธ์ประกาศฉบับแรกชื่อว่า " ประกาศดาวหางขึ้นอย่าได้วิตก" แจ้งแก่ประชาชน"
ดาวหางโดนาติ วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ
     ดาวหางโดนาติ ( Donati a Comet) เป็นดาวหางที่มีขนาดใหญ่มาก นักดาราศาสตร์อิตาเลียนค้นพบในคืนวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ 2401 และคืนต่อๆมา จนถึงวันที่ 4มีนาคม พ.ศ. 2402 (รวมเวลา ๙ เดือน) ชาวไทยคงจะเห็นด้วยตาเปล่า ระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม พ.ศ. 2401 ดาวหางดังกล่าวมีลักษณะเป็น 2 หาง หางหนึ่งเหยียดตรง อีกหางหนึ่งเป็นพู่โค้งสวยงามอยู่ราว 2 เดือน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเกรงว่า เมื่อประชาชนเห็นดาวหางโดนาติ แล้วจะตื่นเต้นไปตามคำลือต่างๆ จึงทรงออกประกาศเตือนชื่อว่า "ประกาศดาวหางขึ้นอย่าได้วิตก" นับเป็นประกาศทางวิทยาศาสตร์ฉบับแรกของประเทศ มีความว่า "ดาวหางนี้ชาวยุโรปได้เห็นมาแล้วหลายเดือน ดาวหางนี้มีคติแลทางยาวไปในท้องฟ้า แล้วก็กลับมาได้เห็นในประเทศทั้งนี้อีก เพราะเหตุนี้อย่าให้ราษฎรทั้งปวงตื่นกัน และคิดวิตกเล่าลือไปต่างๆ ด้วยว่ามิใช่จะเห็นแต่ในพระนครนี้ และเมืองที่ใกล้เคียงเท่านั้นหามิ ได้ย่อมได้เห็นทุกบ้านทุกเมืองทั่วพิภพอย่างนี้แล"
นิทรรศการวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ
นิทรรศการวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

ดาวหางเทพบุท วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

     ดาวหางเทพบุท (Tebbut s Comet ) เป็นดาวหางที่มีขนาดใหญ่ หางยาว และสว่างกว่าดาวหางโดนาติ ปรากฏแก่สายตาชาวโลก ระหว่างเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม พ.ศ. 2404 เป็นดาวที่พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยมากยิ่งขึ้น ถึงกับทรงได้คำนวณไว้ล่วงหน้าว่า จะปรากฏเมื่อใด และได้ทรงออกประกาศไว้ล่วงหน้า มิให้ประชาชนตื่นตระหนก ทั้งนี้เพราะพระองค์ มีพระราชประสงค์มุ่งขจัดความเชื่อ เกี่ยวกับเรื่องโชคลาง และทรงให้ราษฎรตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เตรียมพร้อมที่จะเผชิญเหตุการณ์ (ถ้าจะเกิด) อย่างมีเหตุผลตามแบบวิทยาศาสตร์
        นอกจากนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2527 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดงานสัปดาห์วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 18 - 24 สิงหาคม โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานราชการต่างๆ เพื่อจัดงานวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ จนได้รับความสนใจเข้าร่วมงานวันวิทยาศาสตร์แห่งชาตินี้ ทั้งจากภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป ซึ่งทำให้คณะรัฐมนตรีได้เล็งเห็นความสำคัญของวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ดังนั้น เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2528 คณะรัฐมนตรีจึงได้อนุมัติให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดำเนินการจัดงาน "สัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ" เพราะมีเหตุมาจากวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ เป็นประจำทุกปี ระหว่าง วันที่ 18 - 24 สิงหาคม
ร่วมกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์
ร่วมกิจกรรมในวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ
ความหมายของคำศัพท์ในวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ
    วิทยาศาสตร์ หมายถึง
        วิทยาศาสตร์ หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆในธรรมชาติทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตรวมทั้งกระบวนการประมวลความรู้เชิงประจักษ์ที่เรียกว่ากระบวนการทางวิทยาศาสตร์และกลุ่มขององค์ความรู้ที่ได้จากกระบวนการดังกล่าว
        การศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์ยังถูกแบ่งย่อยออกเป็น วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และ วิทยาศาสตร์ประยุกต์คำว่า science ในภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลว่า วิทยาศาสตร์นั้น มาจากภาษาลาติน คำว่า scientia ซึ่งหมายความว่า ความรู้ ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ฟรานซิส เบคอนได้พยายามคิดค้นวิธีมาตรฐานในการอุปนัย เพื่อนำมาใช้สร้างทฤษฎีหรือกฎต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์จากข้อมูลที่ทดลองหรือสังเกตได้จากธรรมชาติ

ภาพกิจกรรมเนื่องในวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ